ชะอำพวา

posted on 04 Dec 2009 02:18 by i-amnat  in TheTrip

(เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว)

เวลาบ่ายโมงนิดๆ รถจอด ผมกระโดดลงจากกระบะท้าย เท้าทั้งสองกระแทกพื้นทราย ผิวเริ่มเกรียมแดด หัวยุ่ง เพราะนั่งโต้ลมผสมไอเกลือจากดอนหอยหลอดจนมาถึงที่นี่ ที่ชะอำ

หากยังจำกันได้ จุดหมายที่ผมตั้งใจและตัดสินในมาเที่ยวในทริปนี้คืออัมพวา และหากใครกางแผนที่ประเทศไทยออกดูก็จะพบว่า ชะอำกับอัมพวานั้นอยู่บนพิกัดโลกที่ห่างกันอยู่มากโข

แล้วทำไมผมถึงมาโผล่ที่ชะอำ มันหมายความว่าอย่างไร?

อย่างที่บอก ผมสงสัยตั้งแต่ตอนต้นว่า ทริปนี้มีกลิ่นแปลกๆ ไม่ชอบมาพากล ถึงตอนนี้ผมรู้ซึ้งแล้วว่ามันคืออะไร

ผมโดนหลอก โดนหลอกให้มาที่ทะเล และตอนนี้ผมก็เริ่มตระหนักแล้วว่า ความฝันที่จะไปเที่ยวอัมพวานั้นก็จะยังเป็นความฝันต่อไป

ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็มีแต่ทะเล เม็ดทราย ร่มชายหาด และนักท่องเที่ยว ผมเสียดายเพราะคุยโม้ไว้เยอะว่าจะหิ้วของฝากจากอัมพวาไปให้ แล้วจะไปหาของฝากที่ไหนล่ะเนี่ย

ในมือถือสมุดบันทึกไว้เล่มหนึ่งที่ซื้อมาใหม่ตั้งใจจะเอามา บันทึกอัมพวาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร จะได้เก็บเอาความทรงจำ  กักเอาความรู้สึก โกยเอาความประทับใจ ใส่สมุดแล้วกลับบ้าน หมายมั่นปั้นมือว่าจะหาโอกาสไปนั่งคุยกับคนในท้องที่ เพื่อถามหาเรื่องราว คืนวัน และสิ่งสำคัญของอัมพวา แล้วบันทึกมันลงไปในสมุด แต่สุดท้ายก็เก้อ เพราะนี่ไม่ใช่อัมพวา

 images by uppicweb.com
ขอย้ำอีกสักที ที่นี่คือชะอำ

พวกเราตัดสินใจเช่าเก้าอี้ผ้าใบหลายตัวเพราะถ้ามัวแต่ยืนเฉยๆ คงเมื่อยขา พวกเรานั่งลงและเหลียวมองดูบรรยากาศรอบๆ ตัว แทบทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสกันดีกับภาพความคึกคักของนักท่องเที่ยวที่กำลังเล่นน้ำทะเล หรือไม่ก็ก่อกองทราย เว้นแต่ผมคนเดียวที่นั่งเงียบๆ พร้อมกับลั่นชัตเตอร์เก็บภาพของชะอำเอาไว้

พี่ติ๊กกับญาติๆ ออกตระเวนหาที่พักสำหรับพวกเราและเพื่อนๆ อีกกลุ่มที่ยังคงตามมาไม่ถึง พวกที่นั่งอยู่ด้วยกันบางคนก็ลุกออกไปเดินเล่นที่ริมหาด หรือไม่ก็ถ่ายรูปกัน แต่ผมยังนั่งติดอยู่กับที่ เหม่อๆ พร้อมนึกไปถึงอดีตที่เคยได้เที่ยวทะเล ซึ่งเป็นการเที่ยวทะเลครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะได้จับพลัดจับผลูมาเที่ยวคราวนี้

นั่นก็ประมาณสิบกว่าปีก่อนเห็นจะได้ ตอนนั้นยังเด็กมาก มากับญาติๆ ที่ว่างๆ และไม่รู้จะทำอะไร จึงตัดสินใจไปเที่ยวทะเลกัน ซึ่งครั้งนั้นเราเริ่มต้นการเดินทางด้วยการแวะที่ดอนหอยหลอดเหมือนกับคราวนี้ ต่างกันก็ตรงที่หาดที่ไปเป็นหาดเจ้าสำราญไม่ใช่ชะอำ

ตอนที่เห็นทะเลครั้งแรกไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด เป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ได้เห็นทะเลจริงๆ เป็นครั้งแรก มันเป็นการเที่ยวที่ไม่สนุก เพราะการเที่ยวหนนั้นเป็นแค่การเปลี่ยนที่นั่งกินปูอัดทอดกับข้าวเปล่า แทบไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะญาติๆ รีบกลับ(ไม่รู้จะมากันทำไมถ้ารีบขนาดนี้)

ผมจึงถือคติมาตลอดว่า เวลาจะเที่ยวต้องเที่ยวให้เต็มที่ อย่างเที่ยวเพราะแค่อยากจะเปลี่ยนสถานที่กินข้าว

ถึงไม่ได้ไปอัมพวา อย่างน้อยเที่ยวที่นี่ให้มันเต็มที่กันไปเลย ถึงไหนถึงกัน ไหนๆ ก็ตกกระไดพลอยโจนมาด้วยกันแล้วนี่ ไม่มีอะไรที่ต้องเสียอีกแล้ว

ผมเปิดสมุด ขุดปากกาออกมาจากกระเป๋า และบันทึกชะอำลงไปในนั้น 

แต่ชะอำของผมไม่เหมือนใคร และผมจะขอตั้งชื่อทริปนี้ไว้แบบเก๋ๆ ว่า

"ชะอำพวา"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ผิดที่ ผิดทาง

posted on 06 Nov 2009 01:18 by i-amnat  in TheTrip

(เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว)

Image and video hosting by TinyPic

ผมยืนงงอยู่ที่ดอนหอยหลอด พร้อมกับคำถามเดิมๆ ที่วิ่งวนอยู่ในหัว

...เรามาที่นี่ทำไม...เรามาที่นี่ทำไม...

ไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไรที่จำเป็นจะต้องถ่อมารอนัดเพื่อนอีกกลุ่มที่กำลังตามมากันถึงที่นี่ อันที่จริงเราไปรอที่อัมพวาเลยก็ได้ ถึงแม้ว่าอัมพวานั้นจะเผยเสน่ห์มนต์ขลังออกมาในยามเย็นก็ตามที แต่ไปถึงก่อนตอนสายก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร

มันต้องมีอะไรแอบแฝงแน่นอน!

แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนๆ ชาวทริปของเราจะไม่มีใครสงสัยอะไรเลย ทุกคนดูมีความสุขและสนุกกันดีที่ได้มาดอนหอยหลอด ได้นั่งกินลม ชมวิว ถ่ายรูป หยอกล้อกัน (เสียอย่างเดียวเราลงไปงมหอยหลอดไม่ได้เพราะเป็นช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงจนไม่อยากจะเชื่อว่ามันเคยเป็นดอนหอยหลอดมาก่อน)

เอ? หรือว่าผมจะคิดมากไปเอง คงไม่มีอะไรหรอก มารอที่ดอนหอยหลอดก็ไม่ได้เสียหายอะไร อย่างน้อยก็ได้ที่เที่ยวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งที่

ข้อดีอีกอย่างที่ได้มาดอนหอยหลอดคือทำให้ผมก็รู้ว่า ตำบลที่ชื่อว่า "บางจะเกร็ง" นั้นมีอยู่จริง!!!

Image and video hosting by TinyPic

เราถ่ายรูป นั่งเล่นกันจนเหนื่อย เราเลยเดินเรื่อยๆ ออกไปหาอะไรกิน

ตามธรรมดาของการไปเที่ยวที่ที่มีทะเล ก็ต้องไม่พ้นการกินอาหารทะเล เราเลยแวะร้านอาหารทะเลร้านหนึ่ง และฝากความเป็นอยู่ของท้องใส้ไว้ที่ร้านนั้น

...นานเท่าไรแล้วที่เราไม่ได้กินข้าวโต๊ะเดียวกัน... ผมนึกในใจเหมือนคนแก่ที่โหยหาอดีต

เสียงหัวเราะและเรื่องเล่าเก่าๆ เมื่อตอนมัธยมลอยล่องพร้อมกับเศษอาหารที่ล่องลอย

ขณะที่อาหารไหลลงท้อง ความทรงจำก็ไหลย้อนกลับขึ้นมา

เราจมอยู่ที่ร้านนั้นนานทีเดียว กว่าจะรู้ตัว เวลาก็ผ่านมาจนเกือบเที่ยงแล้ว แต่อีกกลุ่มก็ยังเดินทางตามเรามาไม่ถึง ไปทำอะไรที่ไหนกันอยู่?

เราพยายามโทรตามเป็นระยะๆ แต่คำตอบตามที่ได้กลับมาคือออกเดินทางมาแล้ว อีกไม่นานก็ถึง

เมื่อเรารู้ว่าอีกไม่นานก็มาถึง เราจึงรอ

ระหว่างรอ ผมได้ยินเสียงประกาศจากเรือโดยสารใกล้ๆ ว่าที่นี่มีเที่ยวเรือล่องไปถึงอัมพวา แสดงว่าดอนหอยหลอดก็ไม่ได้ไกลจากอัมพวาเท่าไรเลย ...รอเดี๋ยวเถอะอัมพวา ฉันกำลังจะไปหา...

และแบบปัจจุบันทันด่วน ก็มีเสียงหนึ่งร้องตะโกนบอกมา เสียงนั้นคือเสียง "พี่ติ๊ก" ซึ่งเป็นทั้งสมาชิกร่วมรุ่น รุ่นพี่(เพราะได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาหนึ่งปี พอกลับมาเรียนจึงมาเรียนพร้อมกับรุ่นเรา ถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นเดียวกันก็จริง แต่พวกเราทุกคนก็เรียกว่า "พี่" จนติดปาก) และคนดำเนินการเรื่องทริปนี้ ที่เพิ่งกดปุ่มวางสายโทรศัพท์กับเพื่อนอีกกลุ่มไปหมาดๆ

"ทุกคนขึ้นรถ เราจะไปรออีกกลุ่มกันอีกที่หนึ่ง" พี่ติ๊กบอกเราให้ได้ยินทุกคน

...อ้าว! ไม่ใช่ที่นี่เหรอ?...

"แล้วเราจะไปที่ไหนกันล่ะ พี่ติ๊ก?" ผมถามกลับไป

ซึ่งคำตอบที่พี่ติ๊กบอกมาทำเอาผมแทบช็อค!

"ชะอำ"

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ทริปนี้มีกลิ่น!

posted on 30 Oct 2009 13:09 by i-amnat  in TheTrip

(เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว) 

และแล้ววันออกเดินทางก็เดินทางมาถึง

เหมือนทุกๆ ครั้งแหละครับ ที่ไม่ว่าพวกเราจะทำอะไรหรือนัดกันไปที่ไหน เรามักจะมีสถานที่สิ้นคิดอยู่ที่หนึ่ง ซึ่งใช้ในการรวบรวมพลเป็นจุดตั้งต้นเสมอๆ

นั่นคือที่โรงเรียน(ขอสงวนชื่อโรงเรียนไว้นิดนะครับ เดี๋ยวจะเสื่อมเสียไปถึงสถาบัน)

เป็นครั้งแรกครับที่ผมได้เจอเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตามาหลายเดือน และก็เป็นหลายเดือนที่ทุกคนเปลี่ยนไปมาก บางคนเห็นทีแรกนึกว่าเพิ่งลงเครื่องกลับมาจากเกาหลี บางคนเดินมาบนทางเท้าเหมือนว่ากำลังก้าวเฉิดฉายบนแคทวอล์ค บางคนเปลี่ยนไปมากถึงขนาดทำแอฟโฟว์ใหญ่โตราวกับแผงขนคอของราชสีห์ แต่ถึงภายนอกจะเปลี่ยนไป แต่ข้างในยังเป็นเพื่อนคนเดิม คนที่ผมเคยรู้จัก

พวกเราใช้เวลาในการรำลึกอดีตชาติสมัยยังเรียนมัธยมกันอยู่ที่โรงเรียนนานโข ช่างได้บรรยากาศที่ยังหอมหวานไม่ใช่น้อย

เพื่อนเก่าๆ เรื่องเก่าๆ ในสถานที่เก่าๆ

ถึงแม้ว่ามันจะเก่าแค่ไหน แต่ก็ยังคงสดใหม่อยู่ในใจเสมอ แค่ดึงมันออกมาจากความทรงจำ คลี่มันออกผ่านเรื่องเล่าของเราหลายๆ คน รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะก็กระจายไปทั่ว เหมือนว่าคืนวันเก่าๆ ยังล้อมรอบเราอยู่ไม่ได้จางหายไปไหน

หลังจากการพูดคุยไปมาสักพักก็รู้คร่าวๆ ว่าทริปนี้มีสมาชิกร่วมเดินทางไปด้วยกันราวๆ สิบคน และเพื่อนสาวชื่อ "สา" บอกว่าจะมีอีกกลุ่มตามไปสมทบข้างหน้า ณ จุดนัดหมาย

จุดนัดหมายเหรอ?

ผมนึกสงสัยในใจได้แค่ครู่เดียว ก็ต้องหยุด เพราะทุกอย่างพร้อมแล้ว

เราพร้อม รถพร้อม สัมภาระพร้อม ใจพร้อม ทุกอย่างพร้อม!

เราจึงออกเดินทาง

รถกระบะพาเราวิ่งไปที่ที่ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นจุดนัดหมายที่ผมสงสัยมาตั้งแต่ต้น ที่นั่นเราจะแวะหาอะไรใส่ท้องก่อนเดินทัพไปสู่ที่หมายที่อัมพวา

แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว แต่ไม่ได้ไหลเพราะอัมพวานะครับ ไหลเพราะอาหารที่รออยู่ข้างหน้าต่างหาก ผมไม่ได้อยากกินอัมพวาขนาดนั้น :)

และแล้วเราก็มาถึงจุดนัดหมายกันเสียที แต่ว่ามันแปลกๆ นะที่เรามานัดหมายกันที่นี่ รู้สึกว่ามันจะไกลจากอัมพวาไปหน่อยไหม?

ที่นี่มันดอนหอยหลอดนะ!

ครับ คุณอ่านไม่ผิด ผมพิมพ์ว่าดอนหอยหลอดจริงๆ แล้วทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่? 

ผมโดดลงมาจากกระบะท้ายรถ ลงมายืนที่พื้นถนนด้วยความงุนงงสงสัย แล้วผมก็ได้กลิ่น!

ไม่ใช่กลิ่นทะเลหรือว่าผมไปเหยียบขี้หมาที่ไหนมา

แต่เป็นกลิ่นแปลกๆ ที่โชยมาจากทริปนี้นี่แหละ ชักไม่ชอบมาพากลซะแล้วสิ!

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

"ไปเที่ยวอัมพวากันมั้ย?"

ประโยคคำถามสั้นๆ จากเพื่อนสาวชื่อ "สา" ดังลอดมาทางโทรศัพท์ตอนเย็นย่ำค่ำวันหนึ่ง

"ขอคิดดูก่อนแล้วกัน"

นั่นเป็นคำตอบที่ผมกรอกกลับไปในสายโทรศัพท์ และเพื่อนสาวชื่อ "สา" ก็แผดเสียงกลับมาทันควันว่า

"โห! อะไรเนี่ย คราวก่อนที่ไปเที่ยวสวนสนด้วยกันแกก็ไม่ไป คราวนี้จะไม่ไปอีกแล้วเหรอ เอาน่า! ไปสนุกกับเพื่อนๆ พักผ่อนตอนปิดเทอม เอ้า! ไปเป็นตากล้องให้เพื่อนก็ได้" เพื่อนสาวชื่อ "สา" พยายามหว่านล้อม

"ขอคิดดูก่อนแล้วกัน" ผมเล่นตัว

"โอเค! งั้นไว้เจอกัน" เพื่อนสาวชื่อ "สา" จบบทสนทนาลงที่ตรงนี้

 

...อัมพวางั้นเหรอ... ผมคิดในใจ ...ไม่ไปก็บ้าแล้ว...

 

จำได้แม่นเลยครับว่าเคยบ่นเอาไว้ใน diary ว่าอยากลองไปสูดลมชมเมืองอัมพวามานานมากแล้ว อยากรู้ว่าว่าที่นั่นเป็นเมืองอย่างที่ผมนิยามไว้ว่า "งาม" จริงหรือเปล่า

เหตุผลที่นิยามอัมพวาว่า "งาม" นั้น เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับที่นั่นที่ผมได้ยินมามักมาในทำนองว่า อัมพวาเป็นสถานที่ที่สงบ น่ารัก และดูเป็นมิตร

ง่ายๆ แต่ "งาม" ในความรู้สึก

ตอบปฏิเสธเล่นตัวไปอย่างนั้นแหละ มีคนชวนขนาดนี้ไม่ไปก็แปลกแล้ว

คงดีนะครับถ้าได้หนีความวุ่นวายที่แวะมาทักทายในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา (ก็แหมช่วงกำลังสอบเข้าและเริ่มใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยก็วุ่นวายไม่ใช่เล่น) แล้วลองไปนั่งนิ่งๆ เอาขาแช่น้ำจ้องหิ่งห้อยที่อัมพวาบ้างก็คงดี เผื่อจะได้อะไรดีๆ กลับมาบ้าง

ถึงวันนั้นจะตอบปฏิเสธไป แต่คืนนั้นผมก็เริ่มเก็บสัมภาระลงกระเป๋ารอเวลาเดินทางที่กำลังจะมาถึง โดยไม่ได้สนใจเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ผมมารู้ภายหลังว่าการตัดสินใจไปเที่ยวอัมพวาของผมครั้งนี้ มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดสักนิดเดียว!

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ใต้ถุน

posted on 26 Oct 2009 23:41 by i-amnat

*ขออนุญาตแซงหน้าบันทึกการเดินทางหนึ่งเอนทรี่นะครับ

คุณรู้จัก "ใต้ถุน"  ไหมครับ?

ถ้าคุณไม่ใช่เด็กนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ อาจไม่เข้าใจความหมายที่ผมพูดถึง ว่าใต้ถุนคืออะไร ขออธิบายนิดนะครับ

ใต้ถุนคือสถานที่โล่งๆ บริเวณเล็กๆ ที่อยู่ใต้ตึก 1 เป็นบริเวณที่พวกเราชาวนิเทศ ใช้ทำกิจกรรมทุกอย่างเท่าที่เราจะนึกออก ทั้งเล่นคอนเสิร์ต เปิดหนัง ฟังเพลง บรรเลงเครื่องดนตรี ทาสี ตอกฉาก กินข้าว แซวหญิง นั่งเล่น โดดเรียน เล่นคอม ฯลฯ

แต่ที่สำคัญกว่าคือ ใต้ถุนเป็นศูนย์รวมชาวนิเทศทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะจบจากที่นี่ไปนานเท่าไร ใต้ถุนยังคงเป็นศูนย์รวมของชาวนิเทศได้ทุกเมื่อ อย่างเช่นในวันนี้

วันนี้ที่ใต้ถุนมีงานเลี้ยงครับ แต่เป็นงานเลี้ยงที่เริ่มขึ้นด้วยคำว่า "เลิกรา"

เป็นงานเลี้ยงอำลาใต้ถุน เพราะอีกไม่นานใต้ถุนจะถูกปิด และปรับปรุงให้กลายเป็นห้องเรียน

นึกภาพไม่ออกเหมือนกันครับว่านิเทศที่ไม่มีใต้ถุน ซึ่งเป็นที่ที่บันทึกประวัติศาสตร์ของชาวนิเทศนับสิบๆ รุ่นนั้นจะเป็นอย่างไร (ซึ่งผมได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งของใต้ถุนนี้แค่เทอมเดียวเท่านั้น)

อย่างวันนี้พี่รุ่นเก่าๆ มาร่วมรำลึกอดีตกับใต้ถุนที่พี่ๆ เขาเคยได้มาใช้ชีวิตเป็นนิสิตนิเทศศาสตร์ ทั้ง พี่โอปอล์(พิธีกร ดีเจ และนักแสดงชื่อดัง) พี่มะเดี่ยว(ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง "รักแห่งสยาม") พี่จั๊ด(ดีเจฝีปากเยี่ยม) ฯลฯ ซึ่งที่กล่าวมาก็เป็นแค่บางส่วนเท่านั้น ยังมีพี่ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายคนที่สละเวลาในการทำงานมาร่วมงานนี้ นี่ก็พอจะสรุปได้แล้วว่าใต้ถุนสำคัญกับพวกเรามากขนาดไหน

ผมไม่รู้เหมือนกันครับว่าเขาจะเอาสังกะสีก่อสร้างมาล้อมใต้ถุนเมื่อไร และก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเราจะไปอยู่ที่ไหนที่จะเรียกได้ว่าใต้ถุนได้อีก

แต่ผมชอบคำพูดที่พี่ปิงรุ่น 39 กล่าวไว้ครับว่า "ใต้ถุนตายไปก็เกิดใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับคนในใต้ถุนนี่แหละ ว่าจะสร้างใต้ถุนกันใหม่ไหม"

ถึงแม้ว่าบรรยากาศภายในงานจะสนุกสนานครึ้กครื้น แต่พอเดินออกมาข้างนอก สิ่งที่พวกเราทำได้คือ นั่งกันเงียบๆ

อึมครึมและหดหู่

เศร้าครับ