(เนื้อหาต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว)
เวลาบ่ายโมงนิดๆ รถจอด ผมกระโดดลงจากกระบะท้าย เท้าทั้งสองกระแทกพื้นทราย ผิวเริ่มเกรียมแดด หัวยุ่ง เพราะนั่งโต้ลมผสมไอเกลือจากดอนหอยหลอดจนมาถึงที่นี่ ที่ชะอำ
หากยังจำกันได้ จุดหมายที่ผมตั้งใจและตัดสินในมาเที่ยวในทริปนี้คืออัมพวา และหากใครกางแผนที่ประเทศไทยออกดูก็จะพบว่า ชะอำกับอัมพวานั้นอยู่บนพิกัดโลกที่ห่างกันอยู่มากโข
แล้วทำไมผมถึงมาโผล่ที่ชะอำ มันหมายความว่าอย่างไร?
อย่างที่บอก ผมสงสัยตั้งแต่ตอนต้นว่า ทริปนี้มีกลิ่นแปลกๆ ไม่ชอบมาพากล ถึงตอนนี้ผมรู้ซึ้งแล้วว่ามันคืออะไร
ผมโดนหลอก โดนหลอกให้มาที่ทะเล และตอนนี้ผมก็เริ่มตระหนักแล้วว่า ความฝันที่จะไปเที่ยวอัมพวานั้นก็จะยังเป็นความฝันต่อไป
ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็มีแต่ทะเล เม็ดทราย ร่มชายหาด และนักท่องเที่ยว ผมเสียดายเพราะคุยโม้ไว้เยอะว่าจะหิ้วของฝากจากอัมพวาไปให้ แล้วจะไปหาของฝากที่ไหนล่ะเนี่ย
ในมือถือสมุดบันทึกไว้เล่มหนึ่งที่ซื้อมาใหม่ตั้งใจจะเอามา บันทึกอัมพวาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร จะได้เก็บเอาความทรงจำ กักเอาความรู้สึก โกยเอาความประทับใจ ใส่สมุดแล้วกลับบ้าน หมายมั่นปั้นมือว่าจะหาโอกาสไปนั่งคุยกับคนในท้องที่ เพื่อถามหาเรื่องราว คืนวัน และสิ่งสำคัญของอัมพวา แล้วบันทึกมันลงไปในสมุด แต่สุดท้ายก็เก้อ เพราะนี่ไม่ใช่อัมพวา

ขอย้ำอีกสักที ที่นี่คือชะอำ
พวกเราตัดสินใจเช่าเก้าอี้ผ้าใบหลายตัวเพราะถ้ามัวแต่ยืนเฉยๆ คงเมื่อยขา พวกเรานั่งลงและเหลียวมองดูบรรยากาศรอบๆ ตัว แทบทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสกันดีกับภาพความคึกคักของนักท่องเที่ยวที่กำลังเล่นน้ำทะเล หรือไม่ก็ก่อกองทราย เว้นแต่ผมคนเดียวที่นั่งเงียบๆ พร้อมกับลั่นชัตเตอร์เก็บภาพของชะอำเอาไว้
พี่ติ๊กกับญาติๆ ออกตระเวนหาที่พักสำหรับพวกเราและเพื่อนๆ อีกกลุ่มที่ยังคงตามมาไม่ถึง พวกที่นั่งอยู่ด้วยกันบางคนก็ลุกออกไปเดินเล่นที่ริมหาด หรือไม่ก็ถ่ายรูปกัน แต่ผมยังนั่งติดอยู่กับที่ เหม่อๆ พร้อมนึกไปถึงอดีตที่เคยได้เที่ยวทะเล ซึ่งเป็นการเที่ยวทะเลครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะได้จับพลัดจับผลูมาเที่ยวคราวนี้
นั่นก็ประมาณสิบกว่าปีก่อนเห็นจะได้ ตอนนั้นยังเด็กมาก มากับญาติๆ ที่ว่างๆ และไม่รู้จะทำอะไร จึงตัดสินใจไปเที่ยวทะเลกัน ซึ่งครั้งนั้นเราเริ่มต้นการเดินทางด้วยการแวะที่ดอนหอยหลอดเหมือนกับคราวนี้ ต่างกันก็ตรงที่หาดที่ไปเป็นหาดเจ้าสำราญไม่ใช่ชะอำ
ตอนที่เห็นทะเลครั้งแรกไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด เป็นเรื่องที่แปลกมากสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ได้เห็นทะเลจริงๆ เป็นครั้งแรก มันเป็นการเที่ยวที่ไม่สนุก เพราะการเที่ยวหนนั้นเป็นแค่การเปลี่ยนที่นั่งกินปูอัดทอดกับข้าวเปล่า แทบไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะญาติๆ รีบกลับ(ไม่รู้จะมากันทำไมถ้ารีบขนาดนี้)
ผมจึงถือคติมาตลอดว่า เวลาจะเที่ยวต้องเที่ยวให้เต็มที่ อย่างเที่ยวเพราะแค่อยากจะเปลี่ยนสถานที่กินข้าว
ถึงไม่ได้ไปอัมพวา อย่างน้อยเที่ยวที่นี่ให้มันเต็มที่กันไปเลย ถึงไหนถึงกัน ไหนๆ ก็ตกกระไดพลอยโจนมาด้วยกันแล้วนี่ ไม่มีอะไรที่ต้องเสียอีกแล้ว
ผมเปิดสมุด ขุดปากกาออกมาจากกระเป๋า และบันทึกชะอำลงไปในนั้น
แต่ชะอำของผมไม่เหมือนใคร และผมจะขอตั้งชื่อทริปนี้ไว้แบบเก๋ๆ ว่า
"ชะอำพวา"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
